เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเจอบทความสั้น ๆ จาก HBR เขียนเป็นเชิงเย้ยหยันว่า ขนาดจบ MBA จาก Harvard แล้วยังยอมไปทำงาน HR อยู่ได้ มิเชยไปหรือ ?
ทีแรกผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับคำพูดถากถางนั้น แต่เมื่อลองอ่านบทความนั้นจบ ผมก็เปลี่ยนใจและเห็นว่าเขาคิดถูกแล้วที่ไปทำงาน HR แสดงว่าเขาเป็นคนทันสมัย
เรื่องย่อ ๆ ก็คือ ศิษย์เก่าจากหลักสูตร MBA ของ Harvard 2 คน ได้คุยกับเพื่อนเก่า ๆ ทาง E-mail แล้วโดนเพื่อนย้อนกลับว่า “อะไรน๊ะ HR! ไม่มีทางไปแล้วหรือ ? นั่นไม่ใช่จุดหมายแท้จริงของผลิตผลจาก Harvard น๊ะ ”
ทั้งสองคนจึงได้ช่วยกันเขียนถึงงานที่พวกเขาเลือก คือ งาน HR เพื่อล้างตาบรรดาศิษย์เก่า Harvard ทั้งหลายว่าบัดนี้งาน HR อยู่ในอันดับต้น ๆ ที่คนเก่งรุ่นใหม่ เขาเลือกทำกันแล้ว
เมื่อก่อนคนจบทางวิศวกรรมเท่านั้นที่ธุรกิจต้องการ เพราะรู้เรื่องเกี่ยวกับการผลิต การก่อสร้าง ซึ่งช่วยให้ธุรกิจร่ำรวย เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีได้อย่างรวดเร็ว
ต่อมาก็เป็นพวกที่เรียนการเงินการบัญชีและ MBA เพราะเห็นว่ารู้เรื่องการบริหารเงิน การลงทุน การตลาด การขาย และการบริหารเชิงกลยุทธ์อันเป็นแนวทางสู่ความสำเร็จทางธุรกิจและแข่งขันได้ทันกับเหตุการณ์
ครั้นมาในยุคนี้ ปัญหาก็เปลี่ยนไปอีก ไม่ว่าคุณจะเก่งทางการผลิต การเงิน การตลาด การใช้เทคโนโลยี หรือการวางแผนกลยุทธ์สักเพียงใด ถ้าการบริหารคนของคุณไม่ดีจริง คุณก็อาจตามเขาไม่ทัน หรือ อาจพบจุดจบง่าย ๆ ก็ได้
ดังนั้น อย่าเพิ่งรู้สึกสังเวชกับศิษย์เก่า Harvard อย่างพวกเราที่เลือกทำงานในด้านการบริหารคน หรือ Human Capital เพราะพวกเราเห็นว่า CEO หรือ เถ้าแก่ในธุรกิจใหญ่ ๆ หลายแห่งยังไม่ได้สนใจการบริหารคน หรือ การลงทุนพัฒนาคนอย่างจริงจัง อย่างเก่งก็ทำได้เพียง “คุยโม้ ” (lip service) เท่านั้นเอง และเห็นว่างานบริหารคนเป็นเพียงงานธุรการ ( Value Added) ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะแนวโน้มในปัจจุบันและอนาคต งานที่ฝ่ายบริหารบุคคลเคยทำเป็นหลักจริงจังมาก่อน เช่น งานบริหารค่าจ้างเงินเดือน งานสวัสดิการ และงานเอกสารสำนักงาน ขณะนี้เขาให้องค์กรข้างนอกทำให้เกือบหมดแล้ว ( Outsourcing)
งานหลักของ HR ขณะนี้น่าจะเน้นไปที่งานพัฒนาคน หรือ การลงทุนในคน ( Investment in People) เช่น การฝึก หรือ การ Coach พนักงานให้เก่งงาน เก่งคน และให้เป็นผู้นำที่ดีพร้อม ๆ กันไปกับการสร้างให้เขาเป็นผู้จัดการที่เก่งกาจ
ถ้าผู้บริหารระดับสูง หรือ CEO ให้เวลาของตนกับการบริหารคนขององค์กรเพียงสัก 10-20 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าคุณภาพของคนจะดีขึ้นมากมายเกินคาด
เพราะอะไร ? ก็เพราะว่าถ้าเราสามารถหา Talented Staff ได้แล้ว พัฒนาเขาให้มีประสบการณ์หลากหลายขึ้น หาทางเก็บรักษาเขาไว้ให้ได้นาน ๆ เราก็ได้เปรียบ เพราะคนเก่งเท่านั้นที่ช่วยให้ธุรกิจของเราสู้เขาได้ ไม่ใช่เพราะเรามีเงินมาก หรือ มีเทคโนโลยีสูง หรือ วางแผนกลยุทธ์เก่ง!
เพราะอะไร ? เพราะสมรรถนะ ( Competency) ขององค์กร มาจากสมรรถนะของคนในองค์กร พนักงานมีทั้งมือ หัวใจ และสมอง ถ้าเราสามารถทำให้พนักงานของเราส่วนใหญ่มีทั้งฝีมือ ( Skills) หัวใจ ( Attitude) ที่ดีและเข้มแข็ง ทั้งมีมันสมองที่ช่างคิดช่างฝัน ( Innovative) เพื่อค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ลองคิดดูซิว่า องค์กรของเราจะเข้มแข็งเพียงใด หมายความว่าถ้าเราทำได้จริง มูลค่าเพิ่มของทรัพยากรบุคคลของเรา ( Asset Value of Human Capital) จะสูงลิ่วเลยทีเดียว แม้จะวัดไม่ได้ มองไม่เห็น ( Intangible) แต่ผลจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ ดังในกรณีของบริษัท GE , Toyota และ Samsung หรือแม้แต่ NOKIA
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเกิดขึ้นได้เพราะ HR ของเราเป็น HR แบบมืออาชีพ ( Professional) ไม่ใช่ HR แบบเก่า ( Traditional) ซึ่งเก่งแต่งานธุรการ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพียงเปลี่ยนชื่อหน่วยงานจาก Personnel Department เป็น HR Department หรือ Human Capital Department แล้วคนในองค์กรจะพัฒนาไปเอง เปล่าเลย ! ก่อนอื่นคนใน HR Function จะต้องเก่ง ทันสมัย และช่างคิดด้วย ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ Top Management ขององค์กรให้ความสนใจ และสนับสนุนอย่างใกล้ชิด
มิฉะนั้น อย่าว่าแต่คนจบจาก Harvard จะไม่สนใจมาทำงาน HR เลย แม้คนเก่ง ๆ ที่จบจากมหาวิทยาลัยดี ๆ ในประเทศก็ไม่อยากมาร่วมงานด้วย เพราะเหนื่อยเปล่าครับ...