หลักประกันการทำงาน 11 ส.ค. 2551 
ผู้เขียน: กฤษณเนตร พันธุมโพธิ
หมวด: Labor Law
 


            นายจ้างจะไม่สบายใจนัก เมื่อคนแปลกหน้าเข้ามาเป็นพนักงานของบริษัท ที่เขาได้ลงทุนลงแรงก่อตั้งขึ้นเป็นบริษัท จนมีฐานะมั่นคงเป็นปึกแผ่น เขาไม่รู้ได้ว่า คนที่มาใหม่จะช่วยดูแลผลประโยชน์ของบริษัท เหมือนคนรุ่นก่อน ๆ หรือไม่ นายจ้างอาจจะพบคนประเภท ไปไม่ลา มาไม่ไหว้นึกจะออกก็หายไปเฉย ๆ ทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลัง บางรายก็ไม่คืนทรัพย์สินของนายจ้าง เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ที่นายจ้างจัดหาให้ หรือแม้แต่เครื่องแบบพนักงาน รปภ. การหนีหายไปเฉย ๆ อาจเพราะเกรงว่าจะถูกสอบสวน ลงโทษทางวินัย ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้นายจ้าง บางครั้งนายจ้างจึงไม่อนุมัติให้ลูกจ้างลาออก เพื่อเอาตัวลูกจ้างไว้สอบสวนหาความผิด เป็นการแสวงหาประโยชน์จากสภาพการเป็นลูกจ้าง ดังคำพิพากษาฎีกา 2897/2526

 

            คนที่จะเข้าทำงานใหม่ก็เดือดร้อน เพราะต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หาเงินมาวางเป็นหลักประกันให้นายจ้าง ถ้าหาไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาสจะได้งานทำ ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ก็ต้องยอมรับภาระดอกเบี้ยในอัตราสูง พอทำงานได้ก็ค่อย ๆ ผ่อนใช้หนี้ ต่อไปหลายปี

 

            สภาพเช่นนี้ มีกฎหมายควบคุมการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน ตามมาตรา 10 และมาตรา 51 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 หลักประกันนั้นไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือให้บุคคลค้ำประกัน ประกอบกับประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือ เงินประกันความเสียหายในการทำงานของลูกจ้าง มีหลักการดังต่อไปนี้

 

1)    วงเงินประกัน นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันได้ ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันของลูกจ้างโดยเฉลี่ย เช่น ลูกจ้างรายวันได้รับค่าจ้างวันละ 191 บาท นายจ้างจะเรียกหลักประกันจากลูกจ้างไว้ไม่เกิน 11,460 บาท เป็นต้น

 

2)    ลักษณะของงาน นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือ ความเสียหายในการทำงานนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงิน หรือ ทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจทำความเสียหายแก่นายจ้างได้ ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2541 คือ

 

(1)   งานสมุห์บัญชี

(2)   งานพนักงานเก็บเงิน หรือ จ่ายเงิน

(3)   งานเฝ้า หรือ ดูแลสถานที่ หรือทรัพย์สินของนายจ้าง หรือ อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้าง

(4)   งานติดตาม และเร่งรัดหนี้สิน

(5)   งานควบคุม หรือ รับผิดชอบยานพาหนะ

(6)   งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่าทรัพย์ ให้เช่าซื้อ รับฝากทรัพย์ รับจำนอง รับจำนำ เก็บของในคลังสินค้า รับประกันภัย รับโอนหรือรับจัดส่งเงิน หรือ การธนาคาร ทั้งนี้เฉพาะลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงิน หรือ ทรัพย์สิน เพื่อการที่ว่านั้น (ไม่ใช่ลูกจ้างทุกคนต้องมีเงินประกัน)

 

3)    การเรียกเงินประกันเพิ่ม ในกรณีที่เงินประกันลดลง เนื่องจากต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไข หรือ ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันให้ครบตามที่กำหนดก็ได้

 

4)    การรักษาเงินประกัน นายจ้างต้องนำเงินประกันไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ หรือ สถาบันการเงินอื่น ในบัญชีลูกจ้างแต่ละคน และต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบภายในเจ็ดวัน นายจ้างจะนำเงินประกันไปแล้วหาประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้

 

5)    การคืนเงินประกัน เมื่อลูกจ้างลาออกหรือ นายจ้างเลิกจ้าง นายจ้างต้องคืนหลักประกัน พร้อมทั้งดอกเบี้ย (ถ้ามี) ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ลูกจ้างลาออก หรือ นายจ้างเลิกจ้าง

 

6)    ลูกจ้างที่เป็นเด็ก ไม่ว่ากรณีใด นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกัน เพื่อการใด ๆ จากลูกจ้างที่เป็นเด็กไม่ได้ ตามมาตรา 51

 

            ตัวอย่างข้างท้ายนี้ แสดงว่าการเรียกหลักประกันแม้ว่าจะเป็นสิทธิ แต่บางกรณีไม่ชัดเจน ก็ต้องนำคดีไปสู่ศาล ไม่ได้มาง่าย ๆ

 

การควบคุมทรัพย์สิน

            ลูกจ้างมีหน้าที่ควบคุมดูแลทรัพย์สินของนายจ้างในร้านสะดวกซื้อ นายจ้างเรียกเงินประกันได้

            คำพิพากษาฎีกา 3034/2545 ลูกจ้างเป็นผู้จัดการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบควบคุมทรัพย์สิน (สินค้า) ภายในร้านสะดวกซื้อของนายจ้าง นายจ้างมีสิทธิเรียกเงินประกันได้

 

ผู้จัดการอาคารชุด

 

            ลูกจ้างมีหน้าที่ผู้จัดการอาคารชุด มีอำนาจออกใบเสร็จรับเงินจากลูกค้าในนามอาคารชุด นายจ้างเรียกเงินประกันได้

 

            คำพิพากษาฎีกา 1657/2546 ลูกจ้างเป็นผู้จัดการอาคารชุด มีสิทธิรับเงินจากลูกค้า และออกใบเสร็จรับเงินในนามผู้จัดการอาคารชุดได้ เป็นงานตามข้อ 4 (6) ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานของนายจ้าง นายจ้างสามารถเรียกเงินประกันการทำงานของลูกจ้างได้

 

            ในยามที่งานหายาก ลูกจ้างก็ต้องดินรนหาเงินมามอบให้นายจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันการทำงาน หรือ ความเสียหายที่เกิดจากการทำงาน หลายกรณีนายจ้างเรียกเงินเป็นจำนวนสูง ทำให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่สุจริตได้ ฉะนั้นนายจ้างจึงมีสิทธิเรียกเงินประกันได้เท่าที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แม้ว่าลูกจ้างและนายจ้างจะตกลงกันด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่หากขัดต่อกฎหมายก็ใช้บังคับไม่ได้ และกลายเป็นความผิดอาญา ตามมาตรา 144 อีกด้วย การนำเอาเงินของลูกจ้างไปหมุนหาประโยชน์ ไม่อาจทำได้ แม้ว่าจะเป็นเจตนาดี เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า

 

                                                                                               กรกฎาคม 2551

 

 

 
กลับหน้าหลัก  
Business Management Co., Ltd.  100/75 23rd Floor, Vongvanij-B Building, Rama 9 Road, Huay Kwang, Bangkok 10310
Tel: 0-2645-0152..60     Fax: 0-2645-0161     E-Mail: bmc@consultthai.com