เคยเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ ต่างคนต่างทำงานคนละบริษัท แต่ละคนมีความถนัดในสายงานของตน บางคนก็เก่งด้านการเงิน บางคนเก่งด้านการตลาด บางคนก็ถนัดเรื่องการผลิต บางคนชำนาญด้านการบริหารบุคคล เมื่อทำงานมานานตำแหน่งก็สูงขึ้น เงินเดือนก็สูงขึ้นตามภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ จนเงินเดือนจะชนเพดานแล้ว ก็ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการเสียที เพราะตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทก็มีได้เพียงคนเดียว (บางบริษัทจึงเลื่อนตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไปเป็นผู้บริหารสูงสุด หรือ CEO เสียเลย)
บริษัทใหม่จึงเกิดขึ้น โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา ที่ต่างขอเกษียณอายุตนเอง ลาออกขอรับเงินเป็นก้อน มาลงทุนก่อตั้งบริษัท เช่น บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ เป็นต้น ผู้ร่วมทุนสี่ห้าคนต่างช่วยกันก่อร่างสร้างบริษัทขึ้น อาศัยเครือข่ายที่เคยมีอยู่ดั้งเดิม ก็เติบโตไปได้ดี บริษัทเหล่านี้หลายแห่งก็เข้มแข็งอยู่ได้ ไม่ต้องอาศัย brand ต่างชาติ
ผู้ร่วมทุนก่อตั้งบริษัท ล้วนแต่แต่งตั้งตนเองเป็นกรรมการ ช่วยกันรับผิดชอบบริษัท ไม่มีใครเป็นนายใคร อยู่กันอย่างเพื่อน จนถึงวันที่ต้องพ้นจากการเป็นกรรมการ เขาได้อะไรติดตัวไป
ผู้ถือหุ้นมีมติให้ออกจากการเป็นกรรมการ ไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย
เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทตั้งแต่แรก อีกทั้งเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัท เมื่อพ้นจากตำแหน่ง ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย
|
คำพิพากษาฎีกา 2548/2548 โจทก์เป็นผู้ชำนาญด้านการตลาด ได้ขอเสนอลาออกจากงาน ด้วยความสมัครใจ แล้วชักชวนเพื่อนร่วมอาชีพธุรกิจ ให้ออกมาก่อตั้งบริษัท โดยผู้ร่วมทุนได้มอบให้โจทก์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา ทุกคนที่ร่วมทุนต่างเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ปรึกษา และเลือกตนเองเป็นกรรมการของบริษัททุกคน
การทำงานในบริษัทที่ปรึกษานั้น ต่างคนต่างหางานมาให้บริษัท และได้ส่วนแบ่งจากรายได้ตามงานที่ทำได้ โดยโจทก์มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด การทำงานของโจทก์ในบริษัท อยู่กันอย่างเพื่อน ไม่ปรากฏว่า โจทก์ต้องอยู่ในระเบียบข้อบังคับของบริษัท แม้ว่าโจทก์จะต้องมาดูแลงานของบริษัททุกวัน และ โจทก์ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน แต่ก็ไม่มีผู้ใดเป็นผู้บังคับบัญชา
การทำงานของโจทก์ให้แก่บริษัท จึงเป็นการทำงานในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของบริษัท ที่ตนเองได้ก่อตั้งขึ้น การทำงานของโจทก์ในบริษัท จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัท แม้ว่าจะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 578
มาตรา 575 อันว่าจ้างแรงงานนั้น ถือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้าง ตลอดเวลาที่ทำงานให้
เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท มีมติ ให้โจทก์พ้นจากการเป็นกรรมการบริษัท โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย
|
การเป็นกรรมการบริษัทนั้น ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้าง เพราะไม่มีผู้ใดเป็นผู้บังคับบัญชา แม้ว่าจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ก็ไม่ทำให้การเป็นกรรมการบริษัทเปลี่ยนเป็นลูกจ้างไปได้ เมื่อไม่ใช่ลูกจ้างตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่อาจนำเอามาตรา 118 มาบังคับใช้ได้
น่าเสียดายคนเก่งต้องมามีประวัติแพ้คดี เพราะมองข้ามข้อกฎหมายที่ควรจะระวังแต่แรก
|